แจก 9 วิธีล้างเครื่องซักผ้า กำจัดสิ่งสกปรกและกลิ่นอับอย่างหมดจด

เครื่องซักผ้า

เคยเป็นไหม? ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะซักผ้าเสร็จ แต่เสื้อผ้ากลับมีคราบสกปรกและกลิ่นเหม็นอับจนไม่น่าสวมใส่ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เสื้อผ้าสกปรกก็คือ คราบสกปรกต่าง ๆ ที่เรามองไม่เห็นและหมักหมมอยู่บริเวณต่าง ๆ จากการไม่ได้ทำความสะอาดหรือล้างเครื่องซักผ้าเป็นเวลานาน ซึ่งนอกจากจะทำให้เสื้อผ้าไม่สะอาดที่เท่าควรแล้ว เศษฝุ่นต่าง ๆ ยังอาจทำให้เนื้อผ้าเกิดความเสียหายได้อีกด้วย ดังนั้น เราไปดูกันดีกว่าว่า วิธีล้างเครื่องซักผ้าให้สะอาดเหมือนเครื่องใหม่ด้วยตัวเองมีอะไรบ้าง?

ทำไมต้องล้างและทำความสะอาดเครื่องซักผ้า

ถึงแม้เครื่องซักผ้าจะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำความสะอาด หรือซักเสื้อผ้าและมีการปั่นอยู่เสมอ แต่หากมีการใช้ไปนานๆ สิ่งตกค้างต่างๆ ที่ได้จากการซัก ไม่ว่าจะเป็นคราบน้ำยาซักผ้า ฝุ่นหรือความสกปรกที่ติดมากับเสื้อผ้าก่อนที่จะทำการซัก ล้วนเป็นสิ่งสกปรกที่ตกค้างอยู่ในเครื่องซักผ้าทั้งนั้น หากเราใช้ไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ได้มีการล้างเครื่องซักผ้าบ้างเลย อาจทำให้เสื้อผ้าที่เรานำเอามาซักนั้นไม่สะอาดเท่าที่ควร แต่หากไม่อยากมานั่งล้างเครื่องซักผ้า แนะนำ ร้านสะดวกซัก ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความสะอาด 

สาเหตุที่ทำให้เครื่องซักผ้าสกปรก

สาเหตุที่ทำให้เครื่องซักผ้าสกปรก เกิดจากการใช้งานเครื่องซักผ้าเป็นประจำจนเกิดคราบสกปรกขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคราบผงซักฟอกตกค้าง คราบน้ำยาปรับผ้านุ่ม เส้นผม ขนสัตว์ เศษฝุ่นผงต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งเมื่อเกิดการหมักหมมเป็นเวลานานก็จะก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นอับและเชื้อราได้ ทำให้เมื่อนำเสื้อผ้าเข้าไปซักก็จะได้เสื้อผ้าที่ไม่สะอาดเท่าที่ควร และอาจเกิดคราบสกปรกติดอยู่บนเสื้อผ้าได้

1.ขั้นตอนการล้างเครื่องซักผ้า ต้องล้างจุดไหนบ้าง

ขั้นตอนการล้างเครื่องซักผ้า ต้องล้างจุดไหนบ้าง?

สำหรับคนที่ไม่เคยล้างเครื่องซักผ้าด้วยตัวเองและสงสัยว่า ถ้าจะล้างเครื่องซักผ้าด้วยตัวเองต้องล้างจุดไหนบ้าง CODE CLEAN รวมมาเป็นแนวทางให้คุณแล้ว โดยมีทั้งหมด 3 จุด ดังนี้

ล้างถังเครื่องซักผ้าด้วยโหมดทำความสะอาด

สำหรับคนที่มีเครื่องซักผ้ารุ่นใหม่ก็จะมีโหมดทำความสะอาดถังซักมาด้วย ทำให้สามารถล้างเครื่องซักผ้าได้อย่างสะดวกสบาย ขั้นตอนการใช้งานไม่ยุ่งยาก สามารถทำได้เหมือนการซักผ้าตามรอบซักปกติได้เลย เพียงแต่ไม่ได้ใส่ผ้าลงไปในถังซัก ทำให้เครื่องซักผ้าไม่อุดตันและสามารถทำงานได้ตามปกติ

วิธีการล้างเครื่องซักผ้าด้วยโหมดทำความสะอาด 

  1. ศึกษาวิธีการใช้งานโหมดทำความสะอาด จากคู่มือการใช้ที่ให้มากับตัวเครื่อง 
  2. ใส่น้ำยาซักผ้าหรือผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องซักผ้า จากนั้นเลือกโหมดล้างถังหรือโหมดทำความะสอาดถังซัก 
  3. กดปุ่นเริ่มใช้งาน จากนั้นปล่อยให้เครื่องทำงานจนครบ โดยปกติแล้วมักใช้เวลาประมาณ 1 – 2 ชั่วโมงในการทำงาน ระบบจะทำการแช่ ซัก และล้างซ้ำหลายรอบเพื่อขจัดคราบสกปรกที่สะสมอย่างหมดจด เมื่อเครื่องทำงานเสร็จสิ้น เท่านี้ถังซักก็จะสะอาดขึ้นได้อย่างง่ายดาย 

เช็ดซีลบริเวณต่าง ๆ

เมื่อล้างถังซักเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็อย่าลืมเก็บรายละเอียดซีลบริเวณหน้าถังซัก เนื่องจากเป็นบริเวณที่อาจจะมีคราบสกปรก เชื้อราหรือคราบราดำซ่อนอยู่ ในระยะยาวหากปล่อยทิ้งไว้ อาจกลายเป็นเชื้อราหรือแบคทีเรียได้ 

วิธีเช็คทำความสะอาดซีลในบริเวณต่าง ๆ 

สามารถทำความสะอาดซีลรอบ ๆ เครื่องซักผ้าได้ง่าย ๆ ดังนี้ 

  1. พลิกซีลยางบริเวณฝาถังแล้วใช้น้ำยาเช็ดทำความสะอาดทั้งด้านในและด้านนอกให้เรียบร้อย หากเป็นคราบที่ฝังแน่น อาจใช้แปรงขนนุ่มช่วยขัดเบา ๆ 
  2. จากนั้นใช้ผ้าสะอาดเช็ดให้แห้ง เพียงเท่านี้ก็จะสามารถขจัดคราบสกปรกและเชื้อโรคได้แล้ว   

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนนี้ จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์รุนแรง เช่น แอนโมเนียหรือแอลกอฮอล์ เพราะอาจจะกัดกร่อนผิวของซีล จนทำให้ไม่สามารถใช้งานได้

ทำความสะอาดช่องใส่ผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่ม

เนื่องจากทุกครั้งทีซักผ้า อาจมีเศษผงซักฟอกหรือน้ำยาปรับผ้านุ่มหลงเหลืออยู่ในช่องใส่น้ำยาซักผ้าและน้ำยาปรับผ้านุ่ม หากปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ ก็อาจจะทำให้เกิดคราบเชื้อรา หรือคราบผงซักฟอกที่จับตัวเป็นก้อนได้ ซึ่งหากอาจอุดตันการไหลของน้ำและทำให้ประสิทธิภาพในการซักลดลงได้ ดังนั้น จึงควรถอดชิ้นส่วนนี้ออกมาล้างให้สะอาด เพื่อให้การซักผ้าในครั้งต่อ ๆ ไปสะอาดขึ้นได้

วิธีทำความสะอาดช่องใส่ผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่ม   

  1. ถอดช่องหรือถาดใส่ผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่มออกมา 
  2. ล้างถาดใส่น้ำยาซักผ้าได้ด้วยน้ำอุ่นและน้ำยาล้างจาน ใช้แปรงขนนุ่งขัดเบา ๆ บริเวณที่มีคราบฝังแน่น
  3. ก่อนจะใส่ช่องใส่ผงซักฟอกกลับเข้าไป ควรเช็ดด้วยผ้าสะอาดให้แห้งสนิทก่อนทุกครั้ง 
2. 9 วิธีล้างเครื่องซักผ้าให้สะอาดเหมือนใหม่ ฉบับทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง

วิธีล้างเครื่องซักผ้าให้สะอาดเหมือนใหม่

ได้ทราบกันไปแล้วว่าจุดที่ต้องทำความสะอาดเมื่อล้างเครื่องซักผ้าด้วยตัวเองมีอะไรบ้าง ต่อไปเราก็มาดูวิธีล้างเครื่องซักผ้าให้สะอาดเหมือนใหม่ที่ CODE CLEAN รวมมาให้ทั้งวิธีล้างถังซักและเครื่องด้านนอกกันเลยดีกว่า 

1. ใช้น้ำส้มสายชูขจัดคราบและกลิ่นในถังซัก

เชื่อว่า หลายบ้านต้องมีน้ำส้มสายชูติดครัวไว้แน่นอน นอกจากจะใช้ปรุงอาหารได้แล้ว ยังช่วยขจัดคราบสกปรกและกำจัดกลิ่นเหม็นอับในถังซักได้ดีอีกด้วย เพราะในน้ำส้มสายชูจะมีกรดอะซิติก (Acetic Acid) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยขจัดคราบตะกรัน และฆ่าเชื้อได้ 

วิธีล้างเครื่องซักผ้าด้วยน้ำสัมสายชู

  1. เทน้ำส้มสายชูประมาณ 1 – 2 ถ้วยลงในถังซัก 
  2. เลือกโหมดซักด้วยน้ำร้อน และเลือกระดับน้ำสูงสุด เพื่อทำความสะอาดให้ทั่วถังซัก
  3. เลือกโหมดปั่น โดยใช้เวลาประมาณ 3 – 4 นาที กดหยุด จากนั้นแช่น้ำทิ้งไว้ 1 – 2 ชั่วโมง เพื่อให้น้ำสมสายชูออกฤทธิ์
  4. หลังจากทิ้งไว้ครบเวลาที่กำหนดไว้แล้ว ให้ปล่อยน้ำทิ้ง และเปิดโหมดซัก ซักด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าจะชำระล้างสิ่งสกปรกตกค้าง และกลิ่นที่หลงเหลืออยู่ของน้ำสัมสายชูให้หมดไปได้
3. 2. ล้างถังซักด้วยน้ำยาล้างห้องน้ำ

2. ล้างถังซักด้วยน้ำยาล้างห้องน้ำ

น้ำยาล้างห้องน้ำสามารถช่วยขจัดคราบสกปรกและเชื้อแบคทีเรียได้ดี อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อควรระวังในการใช้งานเช่นกัน เนื่องจากน้ำยาล้างห้องน้ำบางสูตรจะมีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรง ไม่ควรเทหรือราดน้ำยาโดยตรงลงไปในถังซักหรือตัวเครื่อง เพราะอาจทำให้เครื่องซักผ้าเกิดความเสียหายได้ 

วิธีล้างถังซักด้วยน้ำยาล้างห้องน้ำ 

  1. ผสมน้ำยาล้างห้องน้ำลงในภาชนะพร้อมน้ำอุ่น 
  2. ใช้แปรงขัดถูทำความสะอาดทั่วถังซัก ทิ้งไว้สักพักประมาณ 1 ชั่วโมง  
  3. จากนั้นเปิดโปรแกรมซัก และเลือกซักด้วยน้ำร้อน 
  4. ปล่อยให้เครื่องซักทำงานจนครบรอบ แค่นี้ก็ล้างเครื่องเสร็จแล้ว 

3. ใช้น้ำส้มสายชูล้างช่องใส่น้ำยาซักผ้า

คราบตกค้างในช่องใส่น้ำยาอาจทำให้เกิดเชื้อราและกลิ่นได้ โดยให้นำน้ำส้มสายชูผสมกับน้ำเปล่าในอัตราส่วนที่เท่ากัน แล้วใช้แปรงนุ่ม ๆ จุ่มน้ำส้มสายชูและนำไปขัดถูทำความสะอาด เพียงเท่านี้ก็สามารถขจัดคราบสกปรกในช่องใส่น้ำยาได้แล้ว

5. 6. ทำความสะอาดตัวกรองและฟิลเตอร์เครื่องซักผ้า

4. ทำความสะอาดตัวกรองและฟิลเตอร์เครื่องซักผ้า

ตัวกรองและฟิลเตอร์เป็นจุดสะสมเศษผ้า เส้นผม และสิ่งสกปรกต่าง ๆ ดังนั้น จึงควรถอดออกมาล้างทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ และเช็ดให้แห้งสนิททุกครั้งก่อนใส่กลับเข้าไป เพื่อป้องกันการนเกิดเชื้อรา หากไม่ทำความสะอาดตัวฟิลเตอร์นี้ นอกจากจะทำให้ประสิทธิภาพการกรองเศษต่าง ๆ ลดลงแล้ว ยังอาจทำให้เกิดการอุดตันและส่งผลต่อระบบระบายน้ำของเครื่อง

5. ซักรอบไม่มีผ้าเพื่อขจัดสิ่งสกปรกตกค้าง

หลังจากทำความสะอาดเครื่องซักผ้าแล้ว ควรเปิดใช้งานเครื่องซักโดยไม่ใส่ผ้าประมาณ 1 – 2 รอบ เพื่อช่วยกำจัดสิ่งสกปรกตกค้างที่อาจยังหลงเหลืออยู่ ทำแบบนี้เป็นประจำจะช่วยรักษาเครื่องให้สะอาดอยู่เสมอ  

วิธีล้างเครื่องซักผ้าฝาหน้าและฝาบนด้านนอกตัวเครื่อง

1. ถอดท่อน้ำทิ้งและท่อน้ำเข้าออกล้างทำความสะอาด

4.4. ถอดท่อน้ำทิ้งและท่อน้ำเข้าออกล้างทำความสะอาด

เปิดฝาครอบท่อน้ำทิ้งด้านข้างหรือด้านหลัง แล้วใช้แปรงขัดล้างคราบตะกอนสะสมภายในท่อ ทำเช่นเดียวกันกับท่อน้ำเข้า ซึ่งการทำความสะอาดด้วยวิธีนี้อาจจะต้องใช้ความชำนาญสักหน่อย ดังนั้น จึงควรเรียกช่างมาทำให้จะดีกว่า 

2. ใช้เบกกิ้งโซดาล้างส่วนประกอบต่าง ๆ ของเครื่องซักผ้า

เบกกิ้งโซดามีคุณสมบัติในการช่วยขจัดคราบสกปรกและกลิ่นได้ดี โดยวิธีทำความสะอาด คือให้นำเบกกิ้งโซดาไปละลายกับน้ำอุ่น แล้วนำมาใช้ขัดถูฝาเครื่อง ยางรองประตูและส่วนต่าง ๆ ภายในถังเครื่องซักผ้า

3. ล้างยางรองประตูเครื่องซักผ้า

ยางรองประตูเครื่องซักผ้ามักสะสมคราบฝุ่น เศษผงและเชื้อราได้ง่าย ให้ใช้แปรงนุ่ม ๆ จุ่มน้ำส้มสายชูหรือน้ำยาทำความสะอาดขัดถูทำความสะอาดอย่างละเอียด เช็ดให้แห้งสนิทหลังจากล้างแล้ว

6.8. เช็ดทำความสะอาดตัวถังภายนอก

4. เช็ดทำความสะอาดตัวถังภายนอก

หากวางเครื่องซักผ้าไว้บริเวณนอกบ้าน อาจมีคราบฝุ่น สิ่งสกปรก เศษผม หรือแม้แต่น้ำยาและผงซักฟอกเปื้อนอยู่บริเวณตัวถัง ดังนั้น จึงควรหมั่นเช็ดทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อยืดอายุการใช้งานของเครื่องซักผ้าให้ยาวนานขึ้น 

ประโยชน์ของการล้างเครื่องซักผ้า

การล้างเครื่องซักผ้าเป็นสิ่งที่หลายคนมักมองข้าม แต่วิธีนี้ถือว่าเป็นการดูแลรักษาที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะหลังจากการใช้งานไประยะหนึ่ง มักจะมีคราบสกปรก ตะกอนและเศษต่าง ๆ สะสมตกค้างอยู่ภายในถังซัก ดังนั้น การทำความสะอาดเครื่องซักผ้าอย่างสม่ำเสมอจะช่วยขจัดคราบสกปรกและสิ่งตกค้างต่าง ๆ ได้อย่างหมดจด มาดูกันว่าการล้างเครื่องซักผ้าอย่างสม่ำเสมอมีประโยชน์อย่างไรบ้าง 

ช่วยกำจัดกลิ่นอับชื้นและกลิ่นไม่พึงประสงค์

ทุกครั้งที่ซักผ้าเสร็จ มักมีคราบสกปรกและผงซักฟอกตกค้างตามจุดต่าง ๆ ของเครื่องซักผ้า ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของกลิ่นอับชื้นและกลิ่นไม่พึงประสงค์ ดังนั้นการล้างเครื่องซักผ้าเป็นประจำจะช่วยขจัดคราบและกลิ่นเหล่านี้ให้หมดไป ทำให้เสื้อผ้าที่ซักมีกลิ่นหอมสดชื่น เพิ่มความมั่นใจในการสวมใส่และยังช่วยลดความเสี่ยงของปัญหาระบบทางเดินหายใจที่อาจเกิดจากกลิ่นอับชื้นได้อีกด้วย 

ป้องกันการสะสมกันของเชื้อโรค เชื้อราและแบคทีเรีย

เครื่องซักผ้าเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดี เนื่องจากมีองค์ประกอบที่เหมาะสมทั้งความชื้น อุณหภูมิและเศษสิ่งสกปรกจากเสื้อผ้าที่สวมใส่มาทั้งวัน หากไม่ได้รับการทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ เชื้อโรคเหล่านี้จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ อาจส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ เช่น โรคผิวหนัง โรคภูมิแพ้ หรือโรคระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น 

ช่วยให้ผ้าสะอาดเหมือนใหม่ และไร้กลิ่นอับ

เมื่อเครื่องซักผ้าสะอาด เสื้อผ้าที่ซักก็จะสะอาดตามไปด้วย เพราะการล้างเครื่องซักผ้าจะกำจัดคราบสิ่งสกปรก คราบไขมันและตะกอนต่าง ๆ ที่สะสมอยู่ตามซอกมุม ทำให้เครื่องทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้เสื้อผ้าสะอาดสดใส ไม่มีกลิ่นอับและปลอดภัยจากเชื้อโรค

ช่วยประหยัดน้ำและพลังงาน

เครื่องซักผ้าที่มีความสกปรก จะมีคราบต่างๆ เข้าไปอุดตันตามท่อน้ำ ทำให้การไหลเวียนของน้ำไม่ดี ส่งผลให้เครื่องต้องทำงานหนักขึ้นและใช้พลังงานมากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อรักษาประสิทธิภาพการทำงาน ควรหมั่นล้างเครื่องซักผ้าอย่างสม่ำเสมอ เพราะจะช่วยให้เครื่องซักผ้าสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องใช้น้ำและพลังงานเกินความจำเป็น 

ช่วยยืดอายุการใช้งาน

หากปล่อยให้มีคราบสกปรก ตะกอนและสิ่งปนเปื้อนสะสมในเครื่องซักผ้า ก็จะทำให้ชิ้นส่วนต่าง ๆ เสื่อมสภาพเร็วขึ้น เช่น ท่อน้ำอุดตัน ซักผ้าไม่สะอาดหรือปั่นผ้าไม่แห้ง เพราะฉะนั้นการล้างเครื่องซักผ้าอย่างสม่ำเสมอจะช่วยยืดอายุการใช้งาน ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมหรือการซื้อเครื่องใหม่โดยไม่จำเป็นได้  

ควรล้างเครื่องซักผ้าบ่อยแค่ไหน

ความจริงแล้วไม่ได้มีระยะเวลากำหนดตายตัวว่าควรล้างเครื่องซักผ้าบ่อยมาแค่ไหน แต่ถ้าหากคุณใช้เครื่องซักผ้าอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว แน่นอนว่าแต่ละรอบการซัก สิ่งสกปรก คราบมัน เศษผม ฯลฯ มักลงไปตกค้างอยู่ในถังซักแน่นอน หากนานเข้าเวลาซักผ้าก็จะทำให้ผ้ามีสิ่งสกปรกตกค้างได้ เพราะฉะนั้นจึงควรล้างถังซักและทำความสะอาดเครื่องภายนอกเดือนละ 1 ครั้ง หรือหากใช้เครื่องซักผ้าเป็นประจำทุกวันแนะนำให้ล้าง 3 เดือนครั้ง

ควรล้างเครื่องซักผ้าตอนไหน

หลายคนอาจสงสัยว่าควรล้างทำความสะอาดเครื่องซักผ้าเมื่อไหร่ อย่างไรก็ตาม ความถี่ในการล้างจะขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้งาน ยิ่งใช้บ่อยมากแค่ไหน คราบสกปรกก็จะยิ่งสะสมมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีสัญญาณเตือนว่าถึงเวลาต้องล้างเครื่องซักผ้าแล้ว ดังนี้ 

  • มีกลิ่นอับชื้นจากตัวเครื่องซักผ้า 
  • เสื้อผ้าที่ซักแล้วมีกลิ่นอับติดมาด้วย 
  • พบคราบสกปรกติดอยู่บนเสื้อผ้าหลังซัก 

เมื่อพบว่าเครื่อซักผ้ามีสัญญข้างต้น ก็แสดงว่าถึงเวลาที่ต้องทำความสะอาดเครื่องซักผ้าแล้ว เพื่อให้เครื่องทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเสื้อผ้าสะอาดหอมน่าใส่

แล้วถ้าไม่ล้างเครื่องซักผ้าจะเป็นอย่างไร

เมื่อคราบสกปรกและแบคทีเรียสะสมจนหนาแน่นในถังซัก ก็จะไปรบกวนการทำงานของกลไกภายในของเครื่อง ส่งผลให้ประสิทธิภาพการซักลดลงอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งสกปรกหรือคราบต่าง ๆ ที่หมักหมมอยู่อาจะกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคชั้นดี ทำให้ผ้าที่ซักไปแล้วมีกลิ่นเหม็นอับ หรือมีคราบสกปรกตกค้างอยู่ได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพของผู้ใช้งานในระยะยาว เพราะฉะนั้นควรหมั่นล้างเครื่องซักผ้าอย่างสม่ำเสมอ เผื่อสุขอนามัยที่ดี  

สรุปบทความ

การทำความสะอาดเครื่องซักผ้าอย่างสม่ำเสมอจะช่วยยืดอายุการใช้งาน และทำให้ผ้าที่ซักออกมามีความสะอาด ไร้กลิ่นอับ ซึ่งวิธีล้างเครื่องซักผ้า ทั้งวิธีล้างถังซักและวิธีล้างเครื่องด้านนอกที่เรารวมมานี้ จะช่วยให้คุณสามารถดูแล รักษาเครื่องซักผ้าให้สะอาดเหมือนใหม่ได้อย่างง่ายดาย 

สุดท้ายนี้ ถ้าคุณเป็นหนึ่งในคนที่ไม่ชอบการซักผ้าด้วยตัวเอง ลองเข้าไปใช้บริการร้านสะดวกซัก CODE CLEAN ในสาขาใกล้บ้านคุณสักครั้ง รับรองว่าคุณจะลืมการซักผ้าแบบเดิม ๆ ไปเลย! นอกจากนี้ยังสามารถมั่นใจในความสะอาดของเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญทุกเครื่องที่ CODE CLEAN ได้ เพราะเราหมั่นทำความสะอาดเครื่องเป็นประจำ อีกทั้งยังใช้เครื่องซักมาตรฐานอุตสาหกรรม ทำให้มั่นใจได้เลยว่า ผ้าที่นำมาซักที่ร้านซักผ้าหยอดเหรียญ CODE CLEAN จะสะอาดหมดจดอย่างแน่นอน

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

Save